3/6/58

Newyear's life

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักน่าเลิฟทุกท่าน :3
เมื่อไม่กี่วันก่อนแป้งมีโอกาสได้นั่งคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง
เธอคนนี้เป็นคนที่มีความน่าสนใจหลายอย่าง
ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง ต้องมีกิจกรรมหรือการเดินทางอยู่ตลอด
แต่จะน่าสนใจอย่างไรนั้น ไปอ่านด้านล่างกันเลยค่า.. 


Newyear's life

Newyear's life ไม่ได้หมายถึงชีวิตในช่วงปีใหม่นะคะ แต่เพื่อนของแป้งชื่อนิวเยียร์คค่ะ เพื่อนคนนี้มีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ เต็มที่กับชีวิตมากๆ การเรียนก็ทำได้ดี กิจกรรมก็ไม่เคยขาด เมื่อมีโอกาสได้นั่งคุยกันเลยขอถามเพื่อนสักหน่อย

..ทำไมถึงกลายมาเป็นเด็กกิจกรรม..

“มันสนุก มันมีอะไรมากกว่าในห้องเรียน บางทีในห้องเรียนมันน่าเบื่อ เจอแต่ตัวหนังสือ บทเรียน อยู่แต่กับเพื่อนเดิมๆ ก็ยากเปลี่ยนบ้าง เลยมีความคิดในการเริ่มทำกิจกรรม เพราะจะได้พบเจอคนหลากหลายมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทุกคนที่ทำกิจกรรมล้วนเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพในตนเอง เมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกันเราจะได้เรียนรู้การทำงานและพฤติกรรมของผู้อื่น ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับตัวเราเองได้”

..แบ่งเวลาอย่างไร..

“หากเป็นกิจกรรมของมหาลัยก็ทำได้ทุกวันอยู่แล้ว ถ้าเป็นช่วงกลางวันก็ทำได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนเย็นอาจจะจำกัดเวลาเพราะหอให้เข้าได้ไม่เกิน 2 ทุ่ม แล้วหลังจาก 2 ทุ่มก็จะเป็นช่วงเวลาเคลียร์การบ้าน วันไหนที่ว่าง ไม่มีเรียนก็จะทำกิจกรรม เสาร์-อาทิตย์ก็ทำกิจกรรมกับองค์กรภายนอกได้ แต่ใน 1 เดือนก็ต้องแบ่งเวลาให้ดี ลากลับบ้านได้ 2 ครั้ง ก็ต้องแบ่งเวลาว่าจะทำอะไรในช่วงไหน”

..อยากให้เล่าประสบการณ์ค่ายที่ประทับใจ..

“ขอเล่าถึงค่าย มศว พบประชาชน ค่ายจัดขึ้นเดือนมีนาคม 2557 เป็นค่ายที่ชอบมาก เพราะนั่งรถนานมาก ประมาณ 15 ชั่วโมง ไปที่จังหวดตาก เป็นรถบัสพัดลม 3 คัน มีภูเขาตลอด การเดินทางอุปสรรคเยอะ แต่ก็ไปถึงจุดหมาย จัดทั้งหมด 1 อาทิตย์ เป็นค่ายสำหรับผู้นำและนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยจะแบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ เช่นฝ่ายวิชาการ ได้ไปทำห้องสมุด จัดหนังสือ ฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์จะทำโรงจอดรถ ทาสีอาคารเรียน มีการจัดกีฬา ทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ซึ่งสิ่งที่ได้จากค่ายนี้ อย่างแรกเลย ได้มิตรภาพ ได้เพื่อนใหม่ ทำให้การประสานงานภายในมหาวิทยาลัยง่ายขึ้นมาก”

..ระหว่างการเรียนกับการทำกิจกรรมชอบอะไรมากกว่ากัน..

“ชอบกิจกรรมมากกว่าการเรียน เพราะมันสนุกกว่า ไม่น่าเบื่อ ทำกิจกรรมได้ปฏิบัติจริง ลงมือจริง ได้ประสบการณ์จริง”

 

..ชอบทำกิจกรรมแบบนี้ ยังอยากเป็นครูหรือเปล่า..

“เริ่มแรกเลยอยากเรียนวิศวกรรม เพราะชอบลงมือปฏิบัติ แต่พอได้มาเรียนครู ก็มีความรู้สึกว่าเราถูกบ่มเพาะมาเรื่อยๆ จากไม่อยากเป็นครูเลย ไม่ชอบมากๆ พอเรียนผ่านไป 1 เทอมกลับรู้สึกว่า เรียนครูก็ดีนะ ซึมซับความเป็นครูมาทีละนิดๆ ตอนนี้เลยรู้สึกว่าเป็นครูก็ดีนะ”

 

..นอกจากสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ อยากทำอะไรอีกไหม..

“นอกจากการทำกิจกรรมก็จะเป็นเรื่องเที่ยว เพราะเป็นคนชอบเที่ยว อยากเที่ยวอุทยานทั่วประเทศไทย ไปเปิดโลกกว้าง หาประสบการณ์ให้ตัวเอง เพราะอุทยานแต่ละที่ก็มีความแตกต่างกัน อยากไปเรียนรู้ เผื่อในอนาคตไปเป็นครูจะได้พาเด็กไปทัศนศึกษานอกสถานที่ได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือการไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วกลับมาทำงานที่ไทย คือตอนนี้เหมือนประเทศเรายังไม่พัฒนาในด้านการศึกษาเท่าที่ควร หรืออาจจะพยายามพัฒนาแต่หลายอย่างมันไม่ตรงจุด เราเรียนเรายังเบื่อเลย เด็กก็คงรู้สึกเบื่อไม่ต่างกัน เลยอยากไปศึกษาที่ประเทศอื่นว่าจัดระบบการศึกษาแบบไหน ที่จะทำให้การศึกษาน่าสนใจ เด็กอยากเรียนรู้ และไม่น่าเบื่อ”

..มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไหม..

“มีความสุขมาก แต่จะมากกว่านี้ถ้าได้ไปเที่ยวและได้ไปเรียนต่อต่างประเทศมาก”

..พูดถึงชีวิตตัวเอง..

“ชีวิตมันเยียร์ๆ(นิวเยียร์) คือทำอะไรก็ได้ที่เรามีความสุข สนุก แต่เราก็ยังใส่ใจคนอื่นบ้าง คนเรามันต้องมีทั้งดีและไม่ดี อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป ไม่เดือดร้อนใครก็ทำไป”

 

..ขอฝากคติประจำใจ..

“ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้เราก็จะไม่แพ้ ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ถ้าเราเชื่อว่าไม่แพ้เราก็จะไม่แพ้”

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ชีวิตของเด็กกิจกรรมคนหนึ่ง ผู้อ่านอาจไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างจากคนทั่วไปมากมายนัก แต่สำหรับแป้ง เพื่อนคนนี้ค่อนข้างต่าง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเพื่อนสามารถจัดการเวลาได้เป็นอย่างดี น้อยครั้งมากที่จะมีปัญหา ซึ่งจะแตกต่างกับคนทั่วไปตรงที่ว่าต้องเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เพื่อนสามารถทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไปได้

การจะทำอะไรก็ตามให้ออกมาดี ถ้าการจัดการเราทำได้ดีก็ไม่มีปัญหาค่ะ ผู้อ่านสามารถนำวิธีการแบ่งเวลาไปปรับใช้ได้นะคะ แป้งคิดว่าเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย และนำไปใช้ได้จริง เหมาะสำหรับนักกิจกรรมทุกคนเลยค่ะ



..แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไป
สวัสดีค่ะ :)


28/5/58

กว่าจะเป็น ESTILO

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักมากๆ ทุกท่าน
ห่างหายไปซะนาน คิดถึงกันบ้างไหมน้า >//<
ช่วงที่ผ่านมา แป้งค่อนข้างยุ่งค่ะ
การบ้านเทอมนี้เยอะมากๆ แต่เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข
วันนี้จะขอพูดถึงงานในรายวิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์
อยากจะเล่าความรู้สึกและประสบการณ์ในการทำงานครั้งนี้
ผู้อ่านท่านใดสนใจงานด้านนี้ ลองอ่านแล้วนำไปต่อยอดได้นะคะ

กว่าจะเป็น ESTILO

การจะผลิตสื่อสิ่งพิมพ์สักเล่มหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย.. นี่คือสิ่งที่แป้งเรียนรู้ด้วยตัวเองจากการทำงานในรายวิชานี้ แป้งเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านนิตยสาร ชอบอ่านหนังสือ เป็นนิสัยที่ถูกส่งต่อมาจากคุณแม่ จนถึงวันหนึ่งที่ได้เรียนรายวิชา การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ พอรู้ว่าต้องทำนิตยสาร 1 เล่ม ในใจมันเกิดความรู้สึกหลากหลายมากๆ

เนื่องจากรายวิชานี้ต้องทำงานเป็นกลุ่ม ค่อนข้างตื่นเต้นและลุ้นมากว่าจะได้ทำงานร่วมกับใครบ้าง ถือเป็นความโชคดีค่ะ เพราะเพื่อนที่ได้ทำงานร่วมกันทุกคนมีความขยันและตั้งใจในการทำงานมากๆ เป็นเพื่อนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเคยทำงานด้วยกันอยู่บ่อยๆ 

การทำนิตยสารได้เริ่มต้นขึ้นจากการเลือก theme เริ่มแรกกลุ่มเราเลือกทำเป็นแบบไทยประยุกต์ แต่เนื่องจากการลงพื้นที่หรือการหาข้อมูลทำได้ค่อนข้างยาก จึงเปลี่ยนเป็นแบบวัยรุ่นวัยเรียน โดยใช้ theme คือ ความฝัน กลุ่มเป้าหมายคือช่วงวัยทีน หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย

ESTILO = STYLE กลุ่มเราดึงเอาความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละคน เขียนออกมาเป็นบทความตามเรื่องที่ถนัด และดึงเอาความฝันของน้องๆ ออกมา โดยเน้นความเป็นธรรมชาติที่ไม่มีการแต่งเติมสิ่งใดใดลงไป

หลังจากนั้นได้ทำการแบ่งคอลัมน์ให้แต่ละคนรับผิดชอบ โดยแป้งได้เขียนเรื่อง อาหารคลีน, สิว, แนะนำหนังสือ, แนะนำร้านกาแฟ (1 ร้าน), D.I.Y (ทำสมุด, ร้านขายของ) และคอลัมน์หลักที่ช่วยกันทำ ซึ่งคอลัมน์หรือบทความที่เขียนจะมีทั้งแบบค้นคว้าข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและลงพื้นที่เอง 

โดยเริ่มเขียนจากบทความที่หาข้อมูลง่ายที่สุดคืออาหารคลีน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีกระแส คนติดตาม จึงมีข้อมูลค่อนข้างมาก ต่อมาเขียนเรื่องสิว โดยข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากอินเทอร์เน็ต และอีกส่วนหนี่งมาจากประสบการณ์ตรงของตนเอง

ในส่วนของบทความแนะนำหนังสือ เป็นบทความที่ชอบโดยส่วนตัว เพราะก่อนจะเขียนได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าชอบอ่านหนังสือ การเขียนบทความนี้จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนตัวแล้วอยากแนะนำ 10 เล่มไปเลย แต่เกรงว่าจะรบกวนเงินในกระเป๋าผู้อ่านมากเกินไป

การเขียนรีวิวร้านกาแฟ ในใจคิดว่าไม่น่าจะยาก แต่ก็ยากอยู่เหมือนกัน คือคิดว่าเราจะเขียนอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกว่าร้านนี้น่าไปจังเลย จึงพยายามมองหาจุดเด่นรวมถึงเลือกร้านที่เดินทางไปง่าย สะดวกทุกเส้นทาง ราคาน่าคบหา เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

สุดท้ายเป็นคอลัมน์หลักของตัวเอง Do It Yourself : D.I.Y. แป้งมีความสุขมากๆ กับคอลัมน์นี้ เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบทำงานประดิษฐ์ ชอบทำของเล็กๆ น่ารักๆ โดยเลือกทำสมุดเพราะทำบ่อย คิดว่าผู้อ่านลองทำตามได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ต้นทุนก็ถูกมากด้วยเมื่อเทียบกับการซื้อสมุดตามร้านเครื่องเขียน ถึงแม้ว่าขั้นตอนในการทำสมุดจะค่อนข้างเยอะ แต่ก็เพื่อความเข้าในใจการทำตาม จริงๆ แล้วมีเยอะกว่าที่เห็นในบทความ แต่ได้ตัดออกไปส่วนหนึ่งเพื่อให้เนื้อหามีความกระชับ ไม่ยาวจนเกินไป

รูปในคอลัมน์ที่ไม่ได้ลงพื้นที่หรือปฏิบัติเองจะเป็นรูปจากอินเทอร์เน็ต ส่วนคอลัมน์ที่ลงพื้นที่เอง ทำเองจะถ่ายด้วยตัวเอง เพราะแป้งมองว่าถ้าอยากให้รูปกับข้อความสัมพันธ์กัน นักเขียนและช่างภาพควรเป็นคนๆ เดียวกัน

การทำงานในครั้งนี้ เนื่องจากต้องทำงานเป็นกลุ่ม ก็มีบ้างที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน กลุ่มเราใช้วิธีค่อยๆ พูด ค่อยๆ คิด ลงคะแนนและเลือกตามเสียงข้างมาก ใช้อารมณ์คุยกันให้น้อย ใช้เหตุผลให้มาก งานก็สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ต้องยอมรับว่าช่วยงานเพื่อนตอนออกกองน้อยมาก จึงพยายามทำคอลัมน์หรือบทความที่ได้รับมาให้ดีที่สุด มีจุดบกพร่องให้เพื่อนแก้น้อยที่สุด เพื่อลดภาระงานของบก. และฝ่ายกราฟิก โดยจะช่วยในส่วนที่ช่วยได้ ซึ่งเมื่อไม่ได้ออกกองนอกสถานที่กับเพื่อนๆ ก็ทำงานในคอมแทน อย่างเช่นคอลัมน์หลัก ติดธุระไม่ได้ไป ก็แกะเสียงสัมภาษณ์ส่งให้เพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้อยากขอบคุณอ.ประจำรายวิชา ที่คอยให้คำแนะนำ คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำงาน ขอบคุณเพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคนที่ให้โอกาสได้ทำงานร่วมกัน ขอบคุณที่คอยจี้คอยบ่น เพราะมีบ้างที่เผลอขี้เกียจ แต่โชคดีที่เพื่อนกระตุ้นอยู่ตลอด ทำให้ทำงานเสร็จได้ทันเวลา :) ภูมิใจกับนิตยาสารเล่มนี้มากๆ หวังว่าใครที่ได้อ่านจะชื่นชอบเช่นกัน.. "กว่าจะเป็น ESTILO"


แล้วพบกันใหม่บทความต่อไป
สวัสดีค่ะ :) 
 

22/4/58

บ้านมหัศจรรย์..บ้าน 100 อัน 1,000 อย่าง

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่า คิดถึงกันมั้ยน้อออออออออ :D
วันนี้แป้งกลับมาพร้อมกับบทความที่มีสาระ(จริงๆ นะ)
จะมาแนะนำสถานที่ที่หนึ่งค่ะ น่าสนใจมากๆ
เป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงใหม่
ฮั่นแน่! อยากไปเที่ยวเชียงใหม่กันแล้วใช่ป่าวเอ่ย
แล้วจะรอช้ากันอยู่ทำไม เลื่อนลงไปอ่านกันเลยค่า..



บ้านร้อยอันพันอย่าง

บ้านร้อยอันพันอย่าง เกิดขึ้นจากความคิดของท่านอาจารย์ชรวย ณ สุนทร ที่มีความคิดที่ต้องการจะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวล้านนาไว้ อาจารย์จึงได้ค่อยๆ เริ่มสะสมไม้ต่างๆ จำนวนมาก ทั้งที่ลงทุนซื้อมาเอง และจากที่มีชาวบ้านทราบและนำมาให้ หลังจากนั้นจึงนำไปให้ช่างฝีมือแกะสลักจนออกมาเป็นชิ้นงานอันวิจิตรบรรจงที่ได้จัดแสดงไว้ภายในบ้านร้อยอันพันอย่างแห่งนี้




สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ เกิดจากชื่อเสียงเรื่องความงดงาม และความประณีตของไม้แกะสลักที่มีฝีมือ ยากที่จะหาดูได้ง่ายจากที่อื่นๆ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวตามรอยพระราชอาคันตุกะอีกด้วย

การเดินทางมายังบ้านร้อยอันพันอย่างก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลย ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหางดง ริมทางหลวงสาย 108 เชียงใหม่-สันป่าตอง-จอมทอง ระหว่างหลักกม.ที่ 19-20 หากมาจากเชียงใหม่จะอยู่ติดถนนฟากซ้ายมือ และจากประตูเมืองเชียงใหม่มีรถโดยสารสีเหลืองผ่านหลายสาย ได้แก่ ทุ่งเสี้ยว, หนองตอง, จอมทอง, บ้านกาด, มะขามหลวง เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยสามารถเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในรายวิชาพระพุทธศาสนา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่องหลักธรรมทางพุทธศาสนา

ซึ่งเมื่อได้เดินชมรูปแกะสลักต่างๆ ที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาและหลักธรรมที่ช่วยให้มนุษย์ลด ละ เลิก กิเลส และศิลปะที่สื่อถึงการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ พร้อมทั้งฟังคำบรรยายจากวิทยากร ทำให้มีความเข้าใจในหลักวัฏสงสาร และมรรคมีองค์ ๘ ในหมวดของอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นทางดับทุกข์ได้มากยิ่งขึ้น



โดยเมื่อมีความเข้าใจในหลักธรรมต่างๆ แล้ว เราก็จะสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการรู้จักปล่อยวาง เพราะไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไป รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีความอดทนในการแก้ไขปัญหา

จากการชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้เกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน ถามว่าเกิดได้อย่างไร? เกิดขึ้นจากการฟังบรรยายจากวิทยากร ที่เล่าถึงการทำรูปแกะสลัก การจะทำงานศิลปะมา 1 ชิ้น ต้องผ่านการคิด เรียบเรียง ก่อนลงมือทำ ไม่ใช่แค่อยากทำก็ทำ  และยังทำให้เกิดการใฝ่เรียนรู้ โดยผลงานทุกชิ้นจะมีที่มา แฝงแง่คิด สามารถนำไปต่อยอดหาความรู้เพิ่มเติมได้


สุดท้ายนี้..หมดช่วงสาระแล้วค่ะ :P
หากใครสนใจไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านร้อยอันพันอย่าง สามารถไปได้เลยนะคะ
- เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันเวลา 8.30 - 16.30 น.
- อัตราค่าเข้าชม ชั้นล่าง ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชั้นบน ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท
* ส่วนผู้ที่ต้องการให้ครูชรวยเป็นวิทยากรบรรยายนำชมบ้าน ควรติดต่อก่อนที่ โทร. 0-5382-2649, 0-5382-2664, 08-9850-0126

.. งานแกะสลักดีๆ และหาชมได้ยาก ต้องที่นี่เลยค่ะ แป้งแนะนำเลย ดีเยี่ยมจริงๆ!!






 แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคะ
สวัสดีค่ะ :)



2/4/58

นิทาน : ผักบุ้งไม่รู้ตัว



Theme ค่านิยม 12 ประการ : ข้อ 9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ชื่อเรื่อง : ผักบุ้งไม่รู้ตัว
กลุ่มเป้าหมาย : วัยประถมต้น ช่วงอายุ 6-8 ปี
ประเภทหนังสือ : ร้อยแก้ว
แก่นของเรื่อง / สาระสำคัญ : สอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น ควบคุมตนเองให้ประพฤติตนอย่างเหมาะสม
โครงสร้างเนื้อหา / ความนำและความท้าทาย :
          ณ สนามหญ้าแห่งหนึ่ง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน โดยลืมไปว่าวันพรุ่งนี้มีการสอบ เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเธอจึงเดินกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านเธอก็ไปเปิดโทรทัศน์ดูการ์ตูนแทนที่จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียม คุณยายเห็นผักบุ้งมัวทำสิ่งต่างๆ แต่กลับลืมอ่านหนังสือจึงเดินมาปิดโทรทัศน์ ผักบุ้งโกรธมาก เดินหนีคุณยายไปนอนโดยไม่ฟังคำอธิบายของคุณยายเลย วันรุ่งขึ้นเมื่อไปถึงโรงเรียน เธอไม่ได้อ่านหนังสือมาจึงทำข้อสอบไม่ได้ เมื่อตรวจข้อสอบแล้วได้คะแนนน้อยผักบุ้งเสียจึงใจมาก กลับมาร้องไห้ที่บ้าน คุณยายอธิบายว่าเป็นเพราะผักบุ้งไม่อ่านหนังสือ มัวแต่วิ่งเล่นและดูการ์ตูน ผักบุ้งจึงคิดได้แล้วขอโทษคุณยายพร้อมทั้งอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบวิชาที่เหลือในวันต่อไป

ฉาก
·       สนามหญ้า
·       ถนน
·       บ้าน

ตัวละคร 
·       ผักบุ้ง : เด็กผู้หญิงพูดเก่ง ช่างสังเกต ซุกซน
·       คุณยาย : หญิงชราใจดี คอยอบรมเลี้ยงดูผักบุ้ง




2/3/58

Red Dot Award 2014 : World of Waves

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน คิดถึงกันบ้างไหมน้าาาา :)
 ช่วงที่ผ่านมา..ชีวิตแป้งวนเวียนอยู่กับสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ตลอด
วันนี้เลยมีผลงานชิ้นโบว์แดงมาฝากค่ะ
ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลของ Red Dot Award 2014
ว่าแต่จะเป็นผลงานลักษณะใดนั้น ตามไปอ่านด้านล่างได้เลยค่า..




World of Waves

[Print Campaign]
 
ภาพที่ผู้อ่านทุกท่านเห็นอยู่นี้ คือภาพที่มีชื่อว่า "World of Waves" ซึ่งได้รับรางวัลในการประกวด Red Dot Award 2014 ในสาขา Communication Design 

สำหรับรางวัลที่คว้ามาได้ มีทั้งหมด 2 รางวัลคือ
  • Reddot Award 2014 : Agency of the year
  • Reddot Award 2014 : Best of the best

ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ ไม่ได้มีความรู้สึกแปลกแตกต่างหรือสะดุดตาอะไรเลย แต่พอลองมองให้ดีกลับเห็นว่า ในภาพที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นนี้ ได้พัดพาเอาพื้นแผ่นดินของโลกออกไปด้วย และด้านบนเกลียวคลื่นมีตัวอักษรข้อความ "Stop climate change, before it changes our world." ซึ่งเป็นข้อความที่ใช้รณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ภาพนี้ออกแบบได้สร้างสรรค์มากๆ

โดยการออกแบบของภาพนี้ ได้มีการผสมผสานทั้งสี เส้น ความกลมกลืน จังหวะ การเน้น และความสมดุล รวมอยู่ในภาพเดียว ซึ่งภาพนี้ออกแบบมาได้ลงตัว และสามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่ภาพนี้สื่อออกมาผ่านคลื่นลูกใหญ่ที่มีความสวยงาม ก็คือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพอากาศของโลก โดยเปรียบคลื่นลูกใหญ่เป็นดั่งปัญหาหรือหายนะที่จะเกิดขึ้นหากละเลยหรือไม่ใส่ใจ พื้นสีขาวบนคลื่นก็คือแผนที่โลกหรือตัวเรา คลื่นพร้อมกลืนกินพื้นแผ่นดินที่เราอยู่ได้เสมอ จึงไม่อยากให้มองปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะเราทุกคนล้วนยืนอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบ และจากข้อความ "Stop climate change, before it changes our world." ที่ระบุไว้ตามแนวโค้งของคลื่น มีความชัดเจนว่าต้องการนำเสนอเพื่อให้ผู้ชมหรือผู้พบเห็นได้มีความเข้าใจว่า หากเราไม่หยุดการกระทำที่จะก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ในวันใดวันหนึ่งผลกระทบของมันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง

คำชี้แจงจากคณะกรรมการในการตัดสินบอกไว้ว่า ภาพนี้มีการออกแบบที่ยอดเยี่ยมมาก มีความคิดสร้างสรรค์ สื่อความหมายได้ชัดเจน ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของแนวคิดผลงาน มีจุดเด่นและความแตกต่างของผลงานที่ไม่เหมือนกับชิ้นอื่นๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมผลงานชิ้นนี้ถึงได้รางวัลใหญ่มากถึง 2 รางวัล

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับผลงานที่แป้งนำมาเสนอในวันนี้ ชอบกันรึเปล่าเอ่ย? ยังมีอีกหลายชิ้นที่แป้งชอบและประทับใจ ซึ่งจะให้นำมาเขียนหมดก็คงไม่ไหว เลือกชิ้นนี้มาเพราะแนวคิดและการออกแบบทำได้ดีจริงๆ ค่ะ และสำหรับผู้อ่านท่านใดที่สนใจด้านการออกแบบสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ เกี่ยวกับหลักการออกแบบสื่อ เป็นเกร็ดความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้แน่นอนค่า

 Red Dot Award : http://red-dot.de/cd/de/



..แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไป
สวัสดีค่ะ :)




5/2/58

Every morning..

 สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน
ช่วงนี้เขียนบล็อกบ่อย อย่าเพิ่งเบื่อที่จะอ่านนะคะ :)

สำหรับหัวข้อบทความในวันนี้คือ Every morning
แน่นอนค่ะว่าต้องเกี่ยวกับช่วงเช้าของทุกวัน
 ว่าแต่จะเป็นเรื่องอะไรน้า..ฮั่นแน่! อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะ
ถ้าเช่นนั้นเราอย่ารอช้ากันอยู่เลย เลื่องลงไปอ่านได้เลยค่า


Every morning

ทุกวันในตอนเช้าคุณทำอะไร? เคยถามคำถามนี้กับคนรอบตัวบ้างรึเปล่าคะ เป็นคำถามที่น่าคิดนะ สำหรับแป้ง ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนเด็กๆ ทุกเช้เวลารอรถโรงเรียนมารับ แป้งจะนั่งดูรายการข่าวกับคุณแม่ ถามว่าตอนนั้นชอบรึเปล่า ก็ไม่ถึงกับชอบนะ แต่แม่ดูก็เลยดูด้วย จนเริ่มโตขึ้นถึงได้เข้าใจว่า ความจริงแล้วการได้รับข่าวสารในช่วงเช้านั้นถือเป็นเรื่องที่ดเพราะได้รับทั้งความรู้และเรื่องราวที่หลากหลาย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเรียน แต่ในปัจจุบัน แทบจะไม่ได้เปิดโทรทัศน์ตอนเช้าเลย หลายครั้งที่พลาดข่าวสารสำคัญไป แต่แป้งมีตัวช่วยนะคะ ไม่ใช่อินเทอร์เน็ต และไม่ต้องเปิดดูรายการข่าวย้อนหลัง สิ่งนั้นก็คือ "หนังสือพิมพ์ค่ะ"

M2F เป็นสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร ซึ่งเป็นข่าวสารรายวัน มันคือหนังสือพิมพ์แจกฟรีที่น่าจะมีทั่วทั้งกรุงเทพฯ แล้วในขณะนีแป้งบอกตามตรงเลยค่ะว่าหนังสือพิมพ์มีบทบาทกับชีวิตแป้งมากๆ ผู้อ่านหลายๆ ท่านก็อาจจะรู้สึกเช่นเดียวกัน

การอ่านหนังสือพิมพ์ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ ได้พาตัวเองไปพบกับอีกโลกหรืออีกสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถไปพบเห็นได้ด้วยตัวเอง แป้งรู้สึกขอบคุณผู้ผลิตนะที่เขาใส่ใจคนในสังคมที่ต้องการรับข่าวสาร แต่ไม่มีเวลาเปิดโทรทัศน์เพื่อชมรายการข่าว

ทุกวันในตอนเช้าจะมีคนยืนแจกหนังสือพิมพ์อยู่ คนเหล่านี้ก็เป็นเหมือนผู้ประกาศข่าว คอยส่งข่าวสารให้ถึงมือผู้รับข่าวสารโดยไม่ต้องร้องขอ แป้งต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน หรือถ้าวันไหนไม่ได้อ่านจริงจังก็ขอแค่ได้เปิดผ่านๆ ก็ยังดี อย่างน้อยให้ได้รบข่าวสารประจำวันบ้าง เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเรายืนอยู่ในสังคม ก็ควรรับรู้และใส่ใจความเป็นไปของสังคมด้วย หากใน 1 วันคิดเรื่องตัวเองให้น้อยลง มองความเป็นส่วนรวมหรือสังคมให้มากขึ้น สังคมคงน่าอยู่ขึ้นมาก แป้งคิดว่านี่อาจเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของการผลิตหนังสือพิมพ์ที่ผู้ผลิตต้องการจะสื่อออกมาก็ได้นะคะ

หนังสือพิมพ์จึงเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อผู้คนและสังคมค่อนข้างมาก เพราะเข้าถึงได้ง่าย มีให้เลือกหลากหลายตามความชอบในการอ่าน แต่การรับข่าวสารก็ต้องมีวิจารณญาณนะคะ บางข่าวสดใหม่รวดเร็วเกินไปจนอาจไม่ทันไตร่ตรองเนื้อหาข่าวหรือองค์ประกอบต่างๆ ให้ดี ผู้อ่านต้องมีการวิเคราะห์ก่อนจะตัดสินใจเชื่อว่าข่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่

การอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อับข่าวสารทุกเช้าเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองให้มีการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทำให้เรามีสมาธิในการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิต ดังนั้นหากใครมีเวลาก็อยากให้รับข่าวสารในตอนเช้านะคะ นอกจากสมองจะดีแล้ว ยังช่วยให้เราก้าวทันโลกอีกด้วย







..แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะคะ
สวัสดีค่ะ :)
 


3/2/58

Please, check and secure.

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน :)
วันนี้แป้งมีกับเกร็ดความรู้  และข้อควรระวัง
ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมาฝากค่ะ
ถ้าอยากรู้ว่าเป็นบทความเกี่ยวกับอะไร
เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลยค่า..



ในปัจจุบัน การใช้งานอินเทอร์เน็ตแพร่หลายไปทั่วทุกที่ เข้าถึงง่าย ทำให้บางครั้งผู้ใช้งานหลายๆ ท่าน ลืมคำนึงถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้งานด้านโซเชียลมีเดีย ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เพียงแค่การคลิก link ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่มีที่มา ก็สามารถทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณถูกขโมยข้อมูล หรือถูกรบกวนระบบความปลอดภัยจากผู้ไม่หวังดีได้แล้ว ดังนั้นวันนี้แป้งเลยมีวิธีการป้องกันคอมพิวเตอร์ของทุกท่านมาฝากค่ะ

ก่อนจะเริ่มวิธีป้องกันระบบคอมพิวเตอร์ เราต้องมาทำความรู้จักเจ้าตัวร้ายที่ชื่อ Malware (มัลแวร์) ซึ่งมันก็คือโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ โดยทำงานในลักษณะที่เป็นการโจมตีระบบ การทำให้ระบบเสียหาย รวมไปถึงการโจรกรรมข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน โดยโปรแกรมจะทำการควบคุมการทำงานโปรแกรม Internet Browser ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ที่ไม่หวังดี เช่น การแสดงโฆษณาในลักษณะของการ Pop-Up หน้าต่างโฆษณาออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งภัยเหล่านี้ในปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจจะเกิดผลกระทบแก่ผู้ใช้งานได้ ถ้ารับโปรแกรมเหล่านี้เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์

 



**ผู้ใช้งานออนไลน์ทุกคนมีโอกาสที่จะติดเชื้อมัลแวร์ เพราะเพียงแค่คุณคลิกลิงค์จากเว็บไซต์ที่ติดมัลแวร์ แค่นี้คอมพิวเตอร์ของคุณก็ติดเชื้อมัลแวร์ได้แล้ว ตัวอย่างของมัลแวร์ เช่น ไวรัส เวริ์ม สปายแวร์ แอดแวร์ ม้าโทรจาน**






ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องป้องกันคอมพิวเตอร์ของเราจากมัลแวร์ต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
  • อัพเดทเว็บเบราว์เซอร์(เช่น Firefox, Chorme ,Safari, หรือ Internet Explorer)และระบบปฏิบัติการ(เช่น Windows ,MacOS ,หรือ Andriod)ที่คุณใช้ให้ทันสมัยเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
  • ไม่คลิกดาวน์โหลดติดตั้งซอฟแวร์ที่ไม่น่าเชื่อถือบนคอมพิวเตอร์
  • ใช้บุ๊กมาร์กที่เชื่อถือได้สำหรับไซต์ที่สำคัญ 
  • ดูที่ URL ของเว็บไซด์ให้รอบคอบก่อนการใช้งาน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลดีๆ ที่แป้งนำมาฝากในวันนี้ มัลแวร์อาจไม่ใช่ปัญหาไกลตัว เพราะเราทุกคนล้วนต้องใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ช่องทางการกระจายตัวของมัลแวร์ที่ง่ายที่สุดคือการดาวน์โหลดต่างๆ และโซเชียลมีเดีย แป้งจึงอยากให้ผู้อ่านทุกท่านมีความระมัดระวังในการใช้งาน หากมีใครส่ง link แปลกปลอมมาในแชทส่วนตัว หรือแม้กระทั่งโพสต์หน้าวอลล์ อยากให้ตรวจสอบก่อนสักนิด เพื่อความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์และข้อมูลค่ะ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ สำหรับบทความนี้ : มัลแวร์ โดย wikipedia



..แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไป
สวัสดีค่ะ :)